Haijai.com


พัฒนาการสมองของทารกหญิงและชาย


 
เปิดอ่าน 2090

พัฒนาการสมองของทารกหญิงและชาย

 

 

Gender and the brain  (สมองของทารกหญิงและชาย )

 

เพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกันจนบางครั้งดูเหมือนจะมาจากดาวคนละดวงกันเลยทีเดียว  แม้กระทั่งพี่น้องที่เกิดมาจากพ่อแม่เดียวกันและเติบโตมาด้วยกันก็ตาม  ทำไมผู้หญิงจึงพูดเก่งและมีทักษะในด้านภาษาที่ดีกว่าผู้ชาย  ในขณะที่ผู้ชายจะมีทักษะในเรื่องตัวเลขและทิศทางที่ดีกว่า  ทำไมผู้หญิงชอบระบายอารมณ์ ในขณะที่ผู้ชายชอบเก็บความในใจไม่ค่อยยอมแสดงความรู้สึกออกมา  สมองของทั้งสองเพศแตกต่างกันอย่างไรอีกบ้าง นอกเหนือไปจากขนาดและน้ำหนักที่แตกต่างกันแล้ว ?

 

 

แตกต่างตั้งแต่ในครรภ์

 

เด็กทารกชายอายุห้าเดือนในครรภ์มารดา  จะเริ่มสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนผ่านทางถุงอัณฑะ  ซึ่งเจ้าฮอร์โมนเพศชายนี้จะมีผลต่อการพัฒนาเนื้อเยื่อในสมองที่กำลังสร้างอยู่ด้วย  เอ็นไซม์ในฮอร์โมนเพศที่ทำหน้าที่ในการเป็นเพศชายถูกสร้างขึ้นและผูกพันเข้ากับเนื้อเยื่อสมองเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรในสมองของเด็ก   ซึ่งส่งผลให้สมองของเด็กทารกชายในครรภ์เริ่มแตกต่างจากทารกเพศหญิง และความแตกต่างบางอย่างยังสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีกด้วย  และทั้งหมดนี้เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 26 ของการตั้งครรภ์เท่านั้นเอง 

 

 

มาสแกนสมองดูกัน

 

จากหลักฐานทางการวิจัยล่าสุด  ทำให้พบข้อเท็จจริงหลายอย่างเกี่ยวกับความแตกต่างทางสมองที่ผ่านการสแกน  เช่น สมองทั้งสองซีกของเพศชายมีขนาดที่แตกต่างกันและไม่สมส่วนมากกว่าเพศหญิง  ผู้หญิงจะมีส่วนของสมองที่เรียกว่า gray matter หรือเซลล์ประสาทชนิดธรรมดามากกว่าผู้ชายอยู่ประมาณ 15-20% แต่ผู้หญิงมีส่วนของสมองที่เรียกว่า white matter หรือเซลล์ประสาทชนิด long neuron ซึ่งช่วยให้สมองสามารถกระจายการทำงานอยู่น้อยกว่าผู้ชาย  แต่ว่าไปกระจุกตัวอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างสมองซีกซ้ายและซีกขวา ก็เลยอาจเป็นเหตุผลที่ช่วยให้ผู้หญิงสามารถใช้สมองทั้งสองซีก ในการทำการคิดที่เกี่ยวกับภาษา และใช้สมองทั้งสองซีกร่วมกันได้ดีกว่าผู้ชายที่มักใช้สมองด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น    

 

 

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า เด็กผู้หญิงจะมีพัฒนาการของสมองส่วนซ้ายที่รวดเร็วกว่าเด็กผู้ชาย  เราจึงมักพบว่าเด็กผู้หญิงนั้นจะพูด อ่าน รวมทั้งเรียนภาษาที่สองได้เร็วกว่าเด็กผู้ชาย นอกจากนี้ ระหว่างสมองส่วนซ้ายและขวา จะมีเส้นใยประสาทที่เชื่อมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันที่เรียกกันว่า corpus callosum ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสายเคเบิลสำหรับสมองทั้งสองข้างในการสื่อสารและส่งข้อมูลถึงกัน ซึ่งพบว่าในผู้หญิงนั้นจะมีจำนวน corpus callosum มากกว่าผู้ชายถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ และผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นด้วยว่า ยิ่งมีสายเคเบิลที่เชื่อมโยงถึงกันมากเท่าใด คนๆนั้นก็จะยิ่งมีความสามารถในการสื่อสารทางการพูดมากขึ้นเท่านั้น และการมีสายเคเบิลที่เชื่อมโยงประสาททั้งสองข้างด้วยกันมาก  ก็มีผลทำให้การส่งข้อมูลระหว่างประสาททั้งสองข้างเร็วขึ้นด้วย  ผู้หญิงมีเส้นใยประสาทหรือสายเคเบิลที่ว่านี้มากกว่าผู้ชายถึงสี่เท่า  ทำให้สมองของผู้หญิงทั้งสองซีกนั้นทำงานสัมพันธ์กันได้ดีกว่า  จนทำให้รู้สึกว่าผู้หญิงมีความอ่อนไหวและสามารถวิเคราะห์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนได้เร็วกว่าผู้ชาย และสามารถทำงานหลายอย่างไปพร้อมๆกันได้ ( จากสมองหลายส่วนในเวลาเดียวกัน )  ในขณะที่ผู้ชายต้องใช้สมาธิในการทำทีละเรื่องมากกว่า 

 

 

มิน่าเราถึงได้เห็นคุณแม่ที่อาจคุยโทรศัพท์ไป  ชงนมให้ลูกไป  พร้อมๆกับตาก็คอยมองเจ้าตัวน้อยไปด้วย  ทำได้สามอย่างในเวลาเดียวกัน  ในขณะที่คุณพ่อต้องใช้สมาธิอย่างมากในการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก และถ้าใครมารบกวนหรือมีเรื่องอื่นให้ต้องทำในเวลานั้น ก็อาจเกิดความเครียดและใส่ผ้าอ้อมกลับหน้ากลับหลังได้

 

 

ความแตกต่างของการใช้สมอง

 

มีการทำวิจัยโดยการสแกนสมองของผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายเพื่อค้นหาความแตกต่าง  การทดสอบทำโดยใช้เครื่องมือที่ทำให้มีแสงไฟแวบขึ้น เมื่อสมองส่วนใดทำงาน  ทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของทั้งสองเพศเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะถาวรและยากที่จะเปลี่ยนแปลง  ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงใช้สมองทั้งสองซีกในเรื่องของการพูด  ในขณะที่ผู้ชายจะใช้เพียงสมองซีกซ้ายเท่านั้น  เพราะไฟจะติดเพียงด้านเดียวเมื่อผู้ชายพูด  เมื่อมาถึงเรื่องของทิศทาง ตำแหน่งต่างๆ  เช่นการไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง  ผู้หญิงใช้Cerebral cortex ซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง  และเป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับความฉลาด การเรียนรู้ ความจำ  ส่วนผู้ชายจะใช้ hippocampus ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่อยู่ทางด้านในของtemporal lobeของ cerebral cortex ทั้งสองข้าง  ซึ่งทำหน้าที่ในการบันทึกความทรงจำ และการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม เช่น การตื่นตัว การเรียนรู้ การหาทิศทาง เป็นต้น  สมองส่วนนี้ช่วยในการดำรงชีวิต และการอยู่รอด โดยอาศัยความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆ มาตัดสินพฤติกรรมหรือทางเลือกในปัจจุบัน  ถือว่าเป็นส่วนของสมองเก่าแก่  ซึ่งผู้ชายใช้สมองส่วนนี้มาตั้งแต่โบร่ำโบราณในการค้นหาทิศทาง เพื่อออกไปทำหน้าที่หาสิ่งของยังชีพและเลี้ยงปากท้องของคนในครอบครัว  และทีนี้เมื่อมาถึงเรื่องของอารมณ์  ผู้หญิงส่วนใหญ่มักใช้ cerebral cortex ในการตอบสนอง  ในขณะที่ผู้ชายใช้สมองส่วนที่เก่าแก่ที่ชื่อว่า amygdala ซึ่งเป็นสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกในสิ่งที่มีประสบการณ์มาก่อน และในการวิจัยยังได้แสดงให้เห็นอีกด้วยว่า  ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชายที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ในครรภ์จนเติบโตเป็นเด็กผู้ชายนั้นเป็นตัวทำให้ amygdala ของเด็กผู้ชายมีขนาดใหญ่กว่าเด็กผู้หญิงถึงสิบหกเปอร์เซ็นต์

 

 

ดี – ด้อย แตกต่างกัน

 

เด็กผู้หญิงอายุแรกเกิดจนถึงเจ็ดขวบ  จะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีกว่าเด็กผู้ชาย  จะสังเกตเห็นได้ว่าส่วนใหญ่แล้วเจ้าตัวน้อยเพศหญิงจะพูดได้เร็วกว่า และพูดเก่งกว่าเจ้าตัวน้อยเพศชาย  ซึ่งนั่นเป็นเพราะสมองซีกซ้ายของเด็กผู้หญิงจะเติบโตเร็วกว่าของเด็กผู้ชาย  ในขณะที่สมองซีกขวาของเด็กผู้ชายจะพัฒนาไปได้ดีกว่า ทำให้มีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์  กล้าทดลองทำสิ่งต่างๆมากกว่า และบางครั้งอาจไม่ค่อยมีเหตุผล  ซึ่งช่วงวัยที่จะเห็นความแตกต่างนี้ได้ชัดเจนก็น่าจะเป็นช่วงที่เจ้าตัวน้อยทั้งสองเพศอายุประมาณ 4 ขวบ  เด็กผู้หญิงจะควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ดีกว่า มีเหตุผลมากกว่า  พูดเก่งและรู้เรื่องกว่า  แต่ก็อาจจำทิศทางหรือกะระยะไม่ได้ดีเท่าเด็กผู้ชาย และเซลล์ในสมองของเด็กผู้หญิงก็ยังเติบโตรวดเร็วกว่าของเด็กผู้ชายอีกด้วย  จวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น คือประมาณ 14-16 ปี   เซลล์สมองของเพศชายก็จะไล่ตามทัน และเจริญเติบโตรุดหน้าเพศหญิงไปแล้วทีนี้

 

 

ในเรื่องทางกายภาพของสมอง หญิงชายต่างก็มีส่วนดีและด้อยกันไปคนละอย่างสองอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน แต่ในโลกปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างตามวิวัฒนาการ ถึงแม้จะเป็นไปอย่างช้าๆก็ตาม  สภาพแวดล้อม ( รวมไปถึงอาหารและสภาพอากาศด้วย ) และการศึกษาล้วนมีส่วนทำให้เกิดความทัดเทียมกันมากขึ้นในทุกๆด้าน  การแสดงออกทางสังคมเป็นเรื่องหนึ่งที่เราจะเห็นได้ว่าไม่ค่อยแตกต่างกันมากนักในปัจจุบัน  สิ่งใดที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้  อาจแตกต่างกันที่วิธีการทำเท่านั้น แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน  เหมือนที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสมองท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความแตกต่างของสิ่งที่ผู้หญิงและผู้ชายทำได้นั้นเล็กนิดเดียว  แต่ความแตกต่างของวิธีการทำของทั้งสองเพศนั้นใหญ่มาก”

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ