Haijai.com


เรื่องป่วยของลูก ที่พ่อต้องรู้


 
เปิดอ่าน 610
 

Baby Health Lesson for Dad เรื่องป่วยของลูก ที่พ่อต้องรู้

 

 

“ลูกเป็นอะไรเหรอ” คุณพ่อเอ่ยถามอย่างกระวนกระวายเมื่อเห็นลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด คุณแม่ที่กำลังสาละวนกับการอุ้มลูกน้อยขึ้นมาปลอบตอบสั้นๆ ว่า “ร้องโคลิคน่ะ” คุณพ่อนิ่งคิด ทำหน้างงๆ “โคลิค นี่มันมีอะไรเหมือนพรีเมียร์ลีก หรือเปล่านะ??”

 

 

คุณพ่อมือใหม่หลายท่านคงเคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ใช่ไหมค่ะ ที่พอลูกร้องไห้ หรือมีอาการอะไรที่ผิดแปลกไปคุณแม่จะรี่เข้าไปปฏิบัติการอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่คุณพ่อนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งก็อยากช่วย แต่ถ้าเข้าไปก็ดูเหมือนจะเป็นการช่วยยุ่งเสียมากกว่า จนบางครั้งก็อดน้อยใจกับความรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกไม่ได้  ว่าแล้วเพื่อขจัดความรู้สึกนี้ให้หมดไป เรามีเรื่องสุขภาพของลูกที่คุณพ่อควรรู้มาฝาก คราวหน้าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ไม่ต้องยืนเก้ๆ กังๆ อีกไงค่ะ

 

 

Lesson#1 “ร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้ เขาเรียกว่าโคลิค”

 

เรื่องการร้องโคลิคนั้น คือการร้องไห้เสียงดังของทารกพบโดยทั่วไปจะร้องเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ซึ่งมักจะเป็นเวลาเย็น เจ้าตัวเล็กจะส่งเสียงเช่นนี้ทุกวันเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน ดังนั้นอีกชื่อเรียกหนึ่งของการร้องโคลิคก็คือร้อง 3 เดือนนั่นเองค่ะ ทุกวันนี้ทางการแพทย์เองก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการร้องโคลิคได้แน่ชัด อย่างไรก็ตามการร้องโคลิคของลูกไม่ใช่เรื่องที่ต้องเป็นกังวลค่ะ ตราบใดที่ลูกยังดูดนมได้ปกติ และน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์

 

 

How Does Dad Deal: คุณพ่อทั้งหลายสามารถรับมือกับอาการโคลิคของลูกได้ไม่ยากค่ะ เพียงแค่อุ้มหนูน้อยขึ้นมาไว้ในวงแขน พาลูกอุ้มเดินไปรอบๆ พร้อมกับส่งเสียงปลอบและกล่อม สัมผัสที่นุ่มนวลและการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องจะช่วยให้ลูกสงบนิ่งขึ้นได้ การนำลูกใส่เปลหรือรถเข็นก็อาจได้ผลเช่นกัน ผลวิจัยจาก Turku University Hospital ประเทศฟินแลนด์ พบว่า การนวด และการเคลื่อนไหวช้าๆ อย่างต่อเนื่องจะช่วยลดการร้องโคลิคได้ เหนือสิ่งอื่นใด คือคุณพ่อต้องมีสติ ไม่ตื่นตระหนกหากลูกไม่หยุดร้อง ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณค่ะ

 

 

Dad’s Tip: หากทารกของคุณมีอาการรร้องโคลิค ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ควรร่วมมือกันค่ะ โดยอาจผลัดกันอุ้มลูกคนละ 30 นาที เพื่อลดความเครียดและความกดดันที่อาจเกิดขึ้นจากเสียงร้องของลูก

 

 

Lesson#2 “พ่อจ๋าอย่าเขย่าหนู”

 

ด้วยความเป็นผู้ชายมาดแมน แรงเยอะ การอุ้มหรือเล่นกับลูกน้อยแต่ละครั้งคุณพ่อก็อาจจะลืมยั้งมือกล่อมลูกแรงเกินไป จนอาจนำมาซึ่งอาการ Shaken Baby Syndrome(SBS) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการหรือภาวะที่มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ขวบ โดยเฉพาะวัย 3-8 เดือนมากกว่าเด็กโต สาเหตุของอาการนี้เกิดจากการที่คุณเขย่าลูกแรงเกินไป จนทำให้เนื้อสมองกระแทกกับผนังด้านในของกะโหลกศีรษะ ซึ่งปกติสมองของเด็กเล็กจะมีน้ำในช่องสมองมากกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ คอก็ยังไม่แข็ง ประกอบกับเส้นเลือดในสมองของเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ฉะนั้นเนื้อสมองจึงมีโอกาสแกว่งจนได้รับการกระทบกระเทือนจนเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อสมองและเส้นเลือด ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในสมองที่พ่อแม่มองไม่เห็นได้

 

 

How Does Dad Deal: เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้คุณพ่อหลายคนคงเกิดคำถามว่า แล้วเขย่าแบบไหนล่ะที่เรียกว่าแรงเกินไป คำตอบคือเมื่อคุณเขย่าลูกด้วยความรุนแรงและกระชากกลับอย่างรวดเร็ว เล่นโยนเจ้าตัวเล็กขึ้นไปบนอากาศแล้วรอรับ หรือหนูน้อยประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ลูกน้อยประสบกับภาวะ SBS ได้ อาการของภาวะนี้ที่สังเกตได้คือ เช่น มีเลือดออกที่ตา เลือดออกที่สมองหรือเนื้อหุ้มสมอง หรือมีกะโหลกแตกหัก อย่างไรก็ตามเมื่อรู้แล้วก็ทะนุถนอมลูกน้อยในอ้อมแขนสักหน่อยดีกว่านะคะ

 

 

Dad’s Tip: รู้จักภาวะนี้แล้วก็อย่าเพิ่งกลัวจนไม่กล้าเล่นกับลูกนะคะ เพราะโอกาสจะเกิดภาวะนี้มีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อคุณรู้จักสาเหตุของภาวะ SBS ด้วยแล้วก็ยิ่งป้องกันได้ 100% ค่ะ การอุ้มลูก ไกวเปลให้ลูกทั่วไปนั้น ไม่ทำให้เกิดภาวะ SBS แน่นอนค่ะ

 

 

Lesson#3 “หนูอิ่มนมแล้ว อุ้มให้หนูเรอด้วย”

 

ในหลายๆ ครอบครัวหน้าที่การให้นมเป็นของคุณแม่ ด้วยเหตุนี้คุณพ่อบางท่านจึงอาจรู้สึกน้อยอกน้อยใจ เหมือนถูกกันออกจากภารกิจที่สำคัญนี้ แต่จะว่าไปคุณพ่อสามารถมีส่วนรวมกับการให้นมลูกได้ ด้วยการทำให้กระบวนการนี้สำเร็จอย่างงดงามยิ่งขึ้นนั่นคือ การจับให้ลูกเรอหลังจากที่หนูน้อยอิ่มนมแล้วค่ะ

 

 

How Does Dad Deal: หลังจากหนูน้อยอิ่มอุ่นจากน้ำนมในอกแม่แล้ว คุณพ่ออาจรับหน้าที่ต่อด้วยการอุ้มลูกพาดบ่าและตบหลังเบาๆ หรือจะจับลูกนั่งตัวตรงแต่เอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้มือซ้ายของคุณจับคางลูกไว้ ค่อยๆ ลูบหลังเบาๆ ซักพัก ลูกจะเรอออกมา ระวังอย่าตบหลังหรือลูบหลังแรงเกินไปนะคะ

 

 

Dad’s Tip: ระหว่างที่คุณจับลูกเรอนั้น เจ้าตัวเล็กอาจมีอาการแหวะนมออกมาด้วย คุณพ่อจึงควรเตรียมผ้าอ้อมไว้ใกล้มือเพื่อเช็ดคราบแหวะของลูก หรือจะนำมารองที่บ่าเพื่อไม่ให้เสื้อของคุณเลอะแหวะก็ได้ คุณพ่ออาจกังวลว่านมที่ลูกกินเข้าไปจะออกมาหมด ไม่ต้องห่วงค่ะเพราะแต่ละครั้งที่ลูกแหวะออกมานั้น ปริมาณไม่ถึงหนึ่งช้อนโต๊ะ ทั้งนี้หากลูกแหวะทุกครั้งหลังให้นม แต่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงแต่อย่างใด

 

 

Lesson#4 “สะดือของหนูบอบบาง คุณพ่อระวังด้วยนะ”

 

คุณพ่อหลายท่านน่าจะทราบดีค่ะว่า สะดือของลูกนั้นบอบบาง แต่ทั้งนี้อาจยังไม่รู้วิธีดูแลที่ถูกต้องนัก ช่วงแรกที่สายสะดือเพิ่งถูกตัดจะมีลักษณะเป็นแท่งสีดำ แฉะ มีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ประมาณ 2 วัน สายสะดือจะเริ่มแห้ง และอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือนานที่สุด 1 เดือน สายสะดือก็จะหลุดไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งระหว่างนี้ละค่ะ ที่คุณพ่อต้องระมัดระวังสะดือของคุณหนูๆ มากเป็นพิเศษ

 

 

How Does Dad Deal: คุณพ่อควรระวังไม่ให้สายสะดือของลูกเปียกน้ำค่ะ หลังอาบน้ำเช้าเย็น ควรเช็ดทำความสะอาดรอบๆ สะดือ ด้วยคอตตอลบัดและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้จากโรงพยาบาล ควรทำอย่างเบามือนะคะ ระวังอย่าเช็ดไปตรงกลางสะดือ และห้ามโรยแป้งที่สะดือของลูกด้วย เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้

 

 

Dad’s Tip: เสื้อผ้าของลูกช่วงนี้ไม่ควรเป็นขอบยางยืดที่ทับสะดือของลูกค่ะ รวมทั้งหากเห็นว่าสายสะดือของลูกใกล้จะหลุดแล้วก็อย่าเผลอไปดึงนะคะ ลูกร้องไห้จ้าขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือน

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ