Haijai.com


เหตุเกิดเพราะทีวี พัฒนาการเด็กเล็ก


 
เปิดอ่าน 1241
 

เหตุเกิดเพราะทีวี พัฒนาการเด็กเล็ก

 

 

เชื่อว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายหลายบ้านดูทีวีในช่วงหัวค่ำ หรือตอนกลางคืนกับลูกเล็กเป็นปกติวิสัย เวลามีคำแนะนำว่าเด็กเล็กไม่ควรดูโทรทัศน์ มักมีคำแก้ตัวจากพ่อแม่ว่า ก็ดูด้วยกันจนหลับไป ส่วนข้ออ้างจากปู่ย่าตายายก็คือ ดูละครหลังข่าวกันเอง แต่เด็กอยถวนั้นด้วยเฉยๆ

 

 

เรื่องทีวีมีผลเสียต่อพัฒนาการสมองเด็กเล็กอย่างไร มีคนพูดกันมามากแล้ว วันนี้จะอธิบายผลเสียจิตวิทยาให้ฟัง มิใช่ผลเสียประเภทพูดอย่างไรก็ถูกวันยังค่ำ เช่น การดูทีวีทำให้เสียเวลาเล่น การดูละครทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เป็นต้น ที่จะพูดถึงในครั้งนี้หมายถึง ผลเสียต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ และอาจจะเป็นบ่อเกิดของความเสียหายระยะยาว

 

 

เด็กทารกมีหน้าที่สำคัญ คือ เรียนรู้ที่จะไว้วางใจพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมทั้งมวล เมื่อไว้ใจว่าทุกอย่างจะปลอดภัย เมื่อผิดพลาดจะมีคนดูแล ทารกจึงจะยินยอมพัฒนาตนเองจากนอนเป็นคว่ำ แล้วก็นั่ง ยืน เดิน จากนั้นเตาะแตะจากเราไปตามลำดับ

 

 

ตอนที่เขาเดินเตาะแตะไปจากเรานั้น จะเป็นช่วงอายุประมาณหนึ่งขวบ ระหว่างหนึ่งถึงสามขวบนี้เอง ที่เด็กเล็กจะฟอร์มหรือสร้างสายสัมพันธ์ (attachment) กับพ่อแม่ สายสัมพันธ์นี้ควรจะแข็งแรงและยืดยาวออกไปได้ไกลๆไม่สิ้นสุด วันหนึ่งในอนาคตเมื่อเขาจากเราไปเรียนที่ไกลๆ หากสายสัมพันธ์นี้แข็งแรง จะทำให้เขาระลึกถึงพ่อแม่เสมอ ไม่พลั้งเผอลใช้ยาเสพติดเป็นที่พึ่งทางใจโดยง่าย

 

 

สายสัมพันธ์สามารถยืดยาวไปในมิติที่สี่ คือ เวลาไม่รู้จบ นั่นแปลว่าแม้พ่อแม่ตายแล้ว แต่สายสัมพันธ์กับพ่อแม่ยังคงอยู่ และเป็นหางเสือให้แก่เขาตลอดไปนานแสนนาน สายสัมพันธ์เส้นนี้ จึงเป็นตัวค้ำจุนชีวิตเกิดขึ้นได้ เมื่อพ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คำว่าเลี้ยงลูกขยายความว่า มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องยาวนาน เช้าตื่นมาก็รบกันเรื่องไปโรงเรียน รบกันที่โต๊ะอาหาร พาไปส่งโรงเรียน เย็นไปรับกลับบ้านก็รบกันมาตลอดทาง พอถึงบ้านพ่อแม่ทิ้งงานส่วนตัวชั่วคราว เล่นกับลูกในสนาม ในซอย หรือบนพื้นบ้าน จะเล่นอะไรก็เล่นเสียอย่าง ไม่รู้จะเล่นอะไรก็ขว้างหมอนใส่กันบนเตียงนอน เสร็จแล้วลูกๆ ทำการบ้าน พ่อแม่ยังคงอยู่ใกล้ๆ ให้เขาถามการบ้าน กินข้าวเย็นด้วยกันพร้อมหน้า รบกันแย่งห้องน้ำ พาลูกขึ้นนอนพร้อมทั้งอ่านนิทานหรือเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอนจนลูกหลับไป เมื่อลูกหลับแล้วพ่อแม่จึงมีเวลาส่วนตัวจะดูทีวี หรือทำงานก็แล้วแต่กรณี

 

 

ทั้งหมดที่เล่ามามิใช่เรื่องเพ้อฝัน พ่อแม่จำนวนมากที่ทำเช่นนี้ ก็จะได้ลูกที่มีบุคลิกภาพแข็งแรงในวันหน้า การเลี้ยงลูกมิใช่การที่คนสามสี่คนนั่งโซฟา แล้วหันหน้าไปทางเดียวกัน คือ ทีวี การนั่งดูทีวีด้วยกันทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์ต่อกันน้อยกว่ากิจกรรมอื่นๆ อาจจะหันมาคุยกันสองสามคำตอนโฆษณา ร่วมวิพากษ์พฤติกรรมนางร้ายเป็นครั้งคราว

 

 

ตอนที่ทารกทุกคนเกิดใหม่ เขาอยู่ในช่วงที่เรียกว่า autistic stage แปลง่ายๆ ว่า อยู่กับตัวเอง โลกจะมีเพียงเขาคนเดียว ไม่มีอะไรที่เรียกว่าพ่อแม่ หากจำกันได้เด็กจะเหม่อตามอง เมื่อครบหนึ่งเดือน ยิ้มย่องผ่องใส่เมื่อครบสองเดือน แต่ก่อนหน้านั้นเขาอยู่ส่วนตัว การนั่งดูทีวีแบบต่างคนต่างดู เป็นรูปแบบของการอยู่ส่วนตัวรูปแบบหนึ่ง แม้จะไม่มากเท่าทารกแรกเกิด แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เขาพัฒนาถอยหลัง ที่ถูกที่ควรเราอยากให้ลูกของเราพัฒนาไปข้างหน้า นั่นคือ มีการปะทะสังสรรค์กับเราอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้เขาสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงอย่างที่สุด

 

 

ถามว่าทำไมต้องมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแรง คำตอบคือ เพื่อที่เขาจะได้ สร้างตัวตน (self) ที่แข็งแรง เป็นลำดับถัดไปเด็กเล็กพัฒนาจากการอยู่กับตัวเองมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่ออายุครบสามขวบ จึงมีตัวตนที่ชัดเจน แล้วจึงแยกตัวจากพ่อแม่เป็นบุคคลอิสระ ที่มีความคิดความอ่านและมีการกระทำของตนเอง รู้จักพูด รู้จักปฏิเสธ และรู้จักดื้อ คนเราเกิดมาเพื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ หรือมิใช่

 

 

เมื่อเขามีการปะทะกับเรายาวนาน เขาจะพบว่าเขามิได้เป็นคนคนเดียวในโลก เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ส่วนตัว แท้ที่จริงแล้ว โลกมีคนอื่นอีกหลายคน คนที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ ที่เหลือยังมีคนอื่นๆ อีกมากมาย เขาไม่สามารถอยู่โดยไม่แสดงตนว่าต้องการอะไร หรือไม่ต้องการอะไรได้ ดังนั้น เขาจะต้องพัฒนาอะไรที่เรียกว่า “ตัวตน” ขึ้นมาจนได้

 

 

แต่ว่าเด็กจะไม่ยอมพัฒนาหาก ไม่มั่นใจว่าเมื่อพัฒนาแล้ว จะอยู่รอดปลอดภัย เพราะทารกหรือเด็กเล็กยังคงแสวงหาความปลอดภัยเสมอ ต่อเมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย จึงจะกล้าแยกตัวเป็นคนอิสระ ก่อนจะแยกตัวก็ต้องมีตัวตนให้แยกออกจากพ่อแม่ ก่อนที่จะมีตัวตน จึงต้องมีสายสัมพันธ์ที่ดีและแข็งแรงก่อน เพื่อประกันความปลอดภัยให้แก่ตัวตนที่จะเกิดมา

 

 

การนั่งโซฟาหันหน้าไปทางเดียวกัน เพื่อดูทีวีนานๆ ทำให้เด็กเล็กไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องแยกตัวออกไป เพราะส่วนใหญ่ก็นั่งเงียบๆ ดูกันไปไม่มีปัญหาอะไร นั่งดูทีวีนานๆ สบายดี ก็เหมือนเล่นเกมนานๆ สบายดี ชีวิตไม่ได้มีปัญหาอะไรต้องแก้ เมื่อไม่มีปัญหาเสียแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องพัฒนาการตั้งแต่แรก ดูทีวีนานๆ ทุกวันทำให้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันน้อย สายสัมพันธ์ก็เกิดน้อยตามไปด้วย

 

 

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา ที่ปรากฏเบื้องหลังภาพพ่อแม่เลี้ยงลูก และพ่อแม่ดูทีวีกับลูก จะเห็นว่าจิตใจเด็กนั้นพัฒนาต่างกัน เป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนา คือ ตัวตนที่เข้มแข็ง ซึ่งก็คือบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง เป็นตัวของตัวเอง มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น กับพ่อแม่เสมอทุกที่ทุกเวลา ทำให้ไม่ เข้าหาอบายมุขโดยงาย

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ