Haijai.com


พัฒนาการเด็ก เดือนที่ 5


 
เปิดอ่าน 1603

พัฒนาการเด็ก เดือนที่ 5

 

 

“ลูกน้อยพลิกตัวคล่องแล้ว”

 

ช่วงอายุ 4-5 เดือน ลูกควรจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 2 เท่าของแรกเกิด ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกนั้น เด็กจะโตเร็ว และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 800-1,000 กรัม แต่หลังจากเข้าเดือนที่ 5 น้ำหนักจะเริ่มขึ้นช้าลง โดยอาจจะเพิ่มประมาณ 500-600 กรัมต่อเดือน และหลังจาก 6 เดือนไปแล้วจะเหลือเพียง 200-400 กรัมต่อเดือน

 

 

ลูกควรจะพลิกตัวคว่ำหงายได้คล่อง

 

และชอบที่จะอยู่ในท่านั่งมากกว่าท่านอน ลูกจะเริ่มใช้มือร่วมกับสายตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น จะเริ่มจับสิ่งของบางครั้งจะกำของแน่นด้วยมือทั้ง 2 ข้าง และชอบที่จะเอาของต่างๆ ใส่เข้าไปในปากเพื่อเรียนรู้ ลูกจะยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของที่เห็นอยู่ต่อหน้า กับสิ่งของที่ถูกซ่อนไว้ แม้ว่าลูกจะมองเห็นว่าคุณซ่อนของชิ้นนั้นต่อหน้าเขาก็ตาม

 

 

ลูกจะชอบที่จะพบปะผู้คน

 

จะส่งเสียงต่างๆ ได้อย่างน่ารัก และยังชอบทำท่าทางเลียนแบบคนที่กำลังเล่นกับเขา ลูกจะทำเสียงสูง เสียงต่ำ และเริ่มออกเสียงที่พอจับความหมายได้ เช่น คำว่า “ดา, มา” ท่าทีที่คุณตอบสนองต่อการส่งเสียงของเขา จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ลูกสนุก กับการส่งเสียงต่างๆ มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นโอกาสในการตรวจเช็ก การได้ยินของลูกไปด้วย เพราะความสามารถในการพัฒนาการด้านภาษานั้น จะขึ้นกับการได้ยินเสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงพูดของคนรอบข้างด้วย

 

 

อาหารที่ลูกทานก็มีความสำคัญ

 

เพราะในช่วงนี้จะพบว่าปริมาณของธาตุเหล็กที่สะสมมาในตอนแรกเกิด จะเริ่มลดน้อยลงจากการที่ลูกมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็ว ดังนั้นควรให้นมที่มีธาตุเหล็กเสริม (ซึ่งนมทารกส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดก็มีการเสริมธาตุเหล็กอยู่แล้ว) และในทารกที่เลี้ยงด้วยนมมารดา อาจต้องการธาตุเหล็กเพิ่มจากอาหารเสริม และการให้รับประทานวิตามินที่มีธาตุเหล็ก (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)

 

 

ลูกจะทานอาหารได้ดีขึ้น

 

แต่ในการเลือกชนิดอาหารที่จะป้อนลูก ยังต้องระวังเรื่องการแพ้สารอาหารบางชนิด จึงยังต้องคอยเอาใจใส่เสมอ บางครั้งลูกจะมัวแต่สนใจที่จะเล่น ทำให้การป้อนอาหารใช้เวลานานมาก และบางครั้งก็จะเริ่มอมข้าว ในรายที่ทานอาหารได้ดีจะเห็นว่าการทานนมจะน้อยลงบ้างซึ่งเป็นปกติ ทั้งนี้เพราะในอาหารของลูกที่คุณป้อนนั้น จะมีคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณของแคลอรี่ และสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

 

 

หลังจากนี้ไม่นานเด็กบางคนจะเริ่มแยกแยะระหว่างคนที่เขาคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า

 

ทำให้เขาเริ่มกลัว หรือร้องไห้เมื่อเจอคนแปลกหน้า ที่เรียกว่า “Stranger anxiety” ลูกจะต้องการเวลาสำหรับทำความคุ้นเคย และสังเกตคนแปลกหน้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ใกล้เขา ถ้าคนๆ นั้นไม่มีท่าทีที่จะเป็นอันตรายหรือตรงเข้ามาหาเขาทันที ลูกก็จะไม่เกิดความกลัว แต่ถ้าคนๆ นั้นทำเสียงดังหรือมีท่าทางที่ทำให้ลูกตกใจ ลูกก็จะร้องหรือกลัวขึ้นมาทันทีดังนั้นควรให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่จะเข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่ในขณะที่อยู่กับลูก ให้พูดคุยกับคุณโดยไม่ทำท่าให้ความสนใจเด็กมากนัก เพื่อให้เด็กได้เกิดความไว้วางใจก่อน จึงค่อยเล่นกับเด็กทีหลัง

 

 

นอกจากนี้ลูกเริ่มที่จะทำอะไรได้หลายอย่างขึ้น

 

คุณจึงควรเตรียมตัวที่จะสอนให้เขารู้ ถึงกฎเกณฑ์บางอย่างที่ง่ายๆ ได้ เพราะลูกพอจะรู้จากการสังเกตสีหน้าท่าทาง และน้ำเสียงของคุณว่าคุณ “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ และความสม่ำเสมอในการฝึกฝนอีกสักพักใหญ่ ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกในอนาคต อย่างที่เรียกว่า “Discipline” นั่นเอง

 

 

ข้อควรรู้

 

“การเล่น” ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยได้

 

 วางของเล่นสีสดใสไว้ข้างหน้า ให้หัดคืบไปเอา

 

 พูดกับลูกบ่อยๆ และช้าๆ เพื่อให้เขาได้สังเกตริมฝีปาก

 

 หัดให้ลูกจำแนกเสียงสิ่งต่างๆ โดยคุณสอนเรียกชื่อเสียงของสิ่งต่างๆ ให้

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ