Haijai.com


เรื่องใกล้ตัวเจ้าตัวน้อยปลอดภัยชัวร์ไหม


 
เปิดอ่าน 1537
 

Simple & Safe? เรื่องใกล้ตัว ปลอดภัยชัวร์ไหม?

 

 

ในโลกใบเล็กของเจ้าตัวน้อยนั้น เรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ คิดว่าเป็นเรื่องง่ายใกล้ตัว บางครั้งก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมกับเด็กๆ นัก คุณเคยสงสัยบางไหมค่ะว่า ลูกเราพร้อมที่จะไปสวนสัตว์หรือยัง ให้ลูกนั่งในรถเข็นของห้างสรรพสินค้าได้หรือเปล่า แล้วการพาเจ้าตัวน้อยซ้อนมอเตอร์ไซด์ล่ะ วัยไหนถึงจะเป็นวัยที่ปลอดภัย? เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราพบเจอบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน บ่อยเสียจนบางครั้งเราก็มองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาๆ จะให้ลูกทำบ้างก็น่าจะได้ แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรค่ะ ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันนั้น จะปลอดภัยสำหรับเจ้าตัวเล็ก?

 

 

Can I Take My Baby Outside? ควรหรือไม่พาลูกออกไปนอกบ้าน?

 

คำตอบคือ ได้และไม่ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะพาลูกออกไปที่ไหน หากว่าเป็นสนามหน้าบ้าน หรือสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน ในเวลาเช้าๆ ที่อากาศกำลังดี หรือยามเย็น ก่อนพระอาทิตย์ตก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ให้ดีที่สุดควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนเยอะๆ เพราะว่าทารกโดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกๆ หลังคลอดร่างกายจะยังมีภูมิต้านทานต่ำ บวกกับความน่ารักน่าชัง ที่ใครๆ ก็ต้องการเข้าใกล้ เจ้าตัวน้อยก็อาจจะป่วยจากการได้รับเชื้อโรคจากมือที่ไม่สะอาด การไอ จาม ของคนรอบข้างได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ก่อนจะพาลูกน้อยไปห้างสรรพสินค้า ก็น่าจะคิดให้ถี่ถ้วนเสียก่อนค่ะ

 

 

Is It Safe to Let Baby Sit in a Shopping carts นั่งรถเข็นในห้างอันตรายหรือเปล่า?

 

ไม่บอกอาจจะไม่เชื่อค่ะว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับบาดเจ็บจากการนั่งในรถเข็น ที่ใช้ตามห้างสรรพสินค้า สาเหตุของอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตก และทำให้เจ้าตัวเล็กได้รับบาดเจ็บบริเวณคอและศรีษะ ปัจจุบันนี้รถเข็นภายในห้างสรรพสินค้ามีให้เลือกหลายรูปแบบ และบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นรถเด็กเล่น แต่ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรไตร่ตรองให้ดีก่อนจะอนุญาตให้ลูกนั่งในรถเข็นเหล่านั้นค่ะ รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่ลำพัง ขณะที่คุณไปหยิบของที่ต้องการ ทางที่ดีควรมีผู้ช่วยดูแลลูกไปด้วยเสมอ แต่หากไม่มี การเลือกใช้รถเข็นสำหรับเจ้าตัวเล็กโดยเฉพาะก็น่าจะปลอดภัยกว่า

 

 

Ball Pit Safety? บ่อบอลปลอดภัยหรือไม่?

 

ลูกบอลหลากสีกองโตอยู่รวมในกันในบ่อใหญ่ๆ จะมีอะไรถูกใจเด็กๆ ไปมากกว่านี้ การได้ลงไปเล่นในบ่อบอลคงเป็นความฝันหนึ่งของเด็กๆ หลายคนค่ะ แต่บ่อบอลที่เราเห็นตามห้างสรรพสินค้า หรือในร้านอาหารฟาสฟู๊ดส์สุดฮิตนั้น ปลอดภัยสำหรับเด็กๆ แน่หรือ? คำตอบคือ ไม่ค่ะ เพราะลูกบอลหลากสีที่เห็นนั้นเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคที่หลากหลายด้วยเช่นกัน โอกาสที่เด็กๆ จะป่วย และได้รับบาดเจ็บจากความสนุกสนานในบ่อบอลนั้นมีหลายประการ ดังนี้ค่ะ

 

 

 อาการป่วยจากการติดเชื้อ ผู้ผลิตบ่อบอลทั้งหลายออกมาแนะนำว่าเพื่อนสุขอนามัย ควรมีการทำความสะอาดลูกบอลในบ่อทุกๆ สัปดาห์ แต่ในทางปฏิบัติแล้วคงทำได้ยากค่ะ เพราะการทำความสะอาดลูกบอลจำนวนมากมายนั้นต้องใช้เวลา และแรงงานไม่ใช่น้อย ซึ่งคงไม่มีผู้ประกอบการคนไหนจะยอมลงทุนในเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้ เด็กๆ ที่เล่นในบ่อบอลจึงมีความเสี่ยงมากที่จะได้รับเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจอักเสบ และอาการท้องร่วง

 

 บาดแผลแตก ฟกช้ำ กระดูกหัก เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อเด็กๆ หลายคนเล่นด้วยกัน โดยปราศจากผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด

 

 ขาดอากาศหายใจ อาจเกิดขึ้นได้เมื่อลูก ถูกเด็กคนอื่นๆ ล้มทับและจมลงอยู่ใต้ลูกบอล

 

 ภูมิแพ้ และลมพิษ สารลาเท็กส์ในลูกบอลพลาสติก อาจนำไปสู่อาการแพ้ และในรายที่แพ้มากๆ นั้นทำให้เกิดผื่นลมพิษขั้นรายแรงจนถึงช๊อกได้

 

 

When to Start Sweet? อาหารหวานๆ เมื่อไรดี?

 

จากการเปิดเผยข้อมูลของสสส. พบว่าเด็กไทยกว่า 3 ล้านคนเริ่มส่งสัญญาณเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 อันเป็นโรคที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีรสหวานมากเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยขวบปีแรก และกำลังจะเริ่มให้อาหารเสริม อาจมีคำถามว่าจะปรุงรสหวานให้ลูกได้หรือไม่

 

 

คำตอบคือ คุณควรเน้นอาหารเสริมแบบธรรมชาติสำหรับลูกที่อายุ 6 เดือน เช่น น้ำส้มคั้น กล้วยน้ำว้าสุกขูดบดละเอียด หากคุณเลี้ยงลูกด้วยนมผงควรเลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาล น้ำผึ้งหรือสารที่ให้ความหวาน ปริมาณการบริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมในเด็กแต่ละวัยคือ เด็กเล็ก ต้องไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน ส่วนเด็กโตและผู้ใหญ่ควรได้รับน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงตกใจ ใช่ไหมค่ะ เพราะเพียงแค่นมที่เราชงให้ลูกนั้น หากใส่น้ำตาล 2 ช้อนชา ลูกดื่มนมวันละ 4 ครั้ง ก็เท่ากับว่าลูกได้รับน้ำตาลเข้าไปถึง 8 ช้อนชาเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวม น้ำตาลที่อยู่ในอาหารอื่นๆ อีกนะคะ

 

 

ดังนั้น คุณควรหลีกเลี่ยงการปรุงรสชาติต่างๆ ในอาหารของลูกให้ได้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด ยิ่งคุณยืดระยะเวลาไม่ให้ลูกได้รับรู้รสชาติ โดยเฉพาะรสหวานที่มักมากับลูกอม ขนมต่างๆ นั้น ได้นานเท่าไร ก็จะยิ่งดีต่อสุขภาพของเจ้าตัวเล็กได้มากเท่านั้น ค่ะ

 

 

Can I Take My Baby to the Zoo? พาคุณหนูไปสวนสัตว์ได้ไหม?

 

สวนสัตว์ดูเหมือนว่าจะเป็นสถานที่หรรษาสำหรับคุณหนูๆ ค่ะ เพราะว่าเจ้าตัวเล็กจะได้เห็น ลิง ช้าง สิงโต ยีราฟ ฯลฯ เหมือนกับในนิทานที่คุณแม่เล่า แต่คราวนี้เป็นตัวจริง เสียงจริง ทำไมจะไม่น่าตื่นเต้นล่ะ แต่ก่อนที่คุณจะพาเจ้าตัวน้อยไปสวนสัตว์ คุณก็ควรคำนึงถึงเหตุผลหลายประการประกอบกัน เริ่มตั้งแต่

 

 

 อายุของลูก หากเจ้าตัวน้อยของคุณอายุต่ำกว่า 6 เดือน ไม่ขอแนะนำให้พาไปสวนสัตว์ที่ต้องเดินตากแดดร้อนๆ ค่ะ หากคุณต้องการพาลูกไป สวนสัตว์เปิด ที่คุณสามารถขับรถเข้าไปดูสัตว์ได้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ลูกน้อยแตะต้องสัตว์ต่างๆ นะคะ ส่วนคุณหนูๆ ที่อายุ 6 เดือนขึ้นไปแต่ยังไม่ถึง 1 ปี ก็อาจจะได้รับความสนุกสนานตื่นเต้นเพียงระยะสั้น หากคุณต้องการให้ลูกได้เรียนรู้จากการไปสวนสัตว์ จริงๆ น่าจะรอจนลูกน้อยอายุประมาณ 3 ปีก่อน ไม่เพียงแต่เด็กๆ จะเริ่มจดจำและเรียนรู้ได้ดีเท่านั้น แต่ยังมีภูมิต้านทานเชื้อโรคมากขึ้นกว่าตอนเป็นเบบี้ด้วย

 

 

 สถาพอากาศ ในวันที่ร้อนเกินไป คงไม่เหมาะที่จะพาเด็กๆ ไปสวนสัตว์ค่ะ ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณหนูๆ งอแงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็ยังอาจจะเหนื่อยมากเป็นสองเท่า หากจะไปลองเลือกเป็นช่วงครึ่งวันเช้า ที่แดดยังไม่แรงนัก เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัว

 

 

 แผนสำรอง การไปเที่ยวสวนสัตว์ครั้งแรกของคุณหนูๆ อาจเป็นประสบการณ์น่าประทับใจ หรือฝันร้ายที่ยากจะลืมเลือนก็ได้ค่ะ ลองจินตนาการดูว่าเด็กๆ ที่เคยเห็นแต่พี่ยีราฟในหนังสือนิทาน กับตุ๊กตาช้างน้อยที่นอนกอดได้ เมื่อพบเจอเจ้าสัตว์ตัวโตเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ คุณหนูๆ ก็อาจจะร้องแง จนทำเอาวันอันแสนสุข กลายเป็นวันอันแสนเศร้า ฉะนั้นเผื่อใจไว้ด้วยค่ะว่า ลูกอาจไม่สนุกกับทริปนี้ และเตรียมแผนสำรองให้พร้อมอยู่เสมอ

 

 

Will My Baby Safe in Public Pool สระว่ายน้ำทั่วไป ปลอดภัยไหมสำหรับลูก?

 

การว่ายน้ำสำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงแรกเกิดจนถึงขวบปีแรกนั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ น้ำในสระต้องสะอาดปลอดภัย รวมทั้งมีอุณหภูมิที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงพอจะทราบมาว่าการออกกำลังกายในน้ำสำหรับเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ใช่ว่าทุกสระว่ายน้ำจะเหมาะสมสำหรับเจ้าตัวเล็กค่ะ

 

สระว่ายน้ำทั่วไปตามหมู่บ้าน โรงแรม รีสอร์ท หรือสวนน้ำต่างๆ มักจะไม่มีการควบคุมอุณภูมิน้ำ และปริมาณคลอรีนในน้ำก็อาจจะมากเกินกว่าที่ผิวบางๆ ของหนูน้อยขวบปีแรกจะรับได้ ดังนั้นทารกในวัยนี้ หากจะเล่นน้ำ ก็ควรเป็นสระที่ได้รับการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม รวมทั้งจำกัดปริมาณคลอรีนในน้ำด้วย และแม้ว่าลูกของคุณจะอายุเกิน 1 ปีแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะปล่อยให้เจ้าตัวน้อยเล่นน้ำเพียงลำพังได้ค่ะ ระยะปลอดภัยเมื่อเจ้าตัวเล็กลงเล่นน้ำคือ ต้องอยู่ไม่ห่างจากผู้ใหญ่เกิน 1 ช่วงแขน

 

 

นอกจากนี้ สมาคมกุมารแพทย์ได้ออกมาระบุว่าเด็กที่มีวัยไม่เกิน 4 ขวบ หากไปเรียนว่ายน้ำ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตจากการจมน้ำ เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่พร้อมทั้งพัฒนาการ และทักษะ หนำซ้ำยังติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กโต สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกได้ว่ายน้ำต๋อมแต๋ม ในสระว่ายน้ำสาธารณะเร็วกว่านั้น ก็อาจขอคำแนะนำจากกุมารแพทย์ของลูกเพื่อความมั่นใจค่ะ

 

 

How to Keep Baby Safe on Motorcycle? พาลูกซ้อนมอเตอร์ไซด์ ให้ปลอดภัยอย่างไรดี?

 

สิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยจนเป็นภาพที่ชินตาบนท้องถนน อีกภาพหนึ่งคงหนีไม่พ้น ภาพเด็กๆ ที่นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ โดยปราศจากหมวกกันน็อคบนศรีษะ ซ้ำร้ายกว่านั้นผู้ใหญ่บางคน ยังปล่อยให้ลูกหลานตัวเล็ก 2-3 คนซ้อนกันท้ายกันยาวเป็นขบวน เช้าๆ เด็กบางคนยังนั่งกินข้าวบนมอเตอร์ไซด์ เร่งรีบกันขนาดนั้นเชียวหรือ?

 

 

รู้หรือไม่ว่า จากสถิติอุบัติเหตุโดยรถมอเตอร์ไซด์  มีเด็กอายุ 0-15 ปีได้รับบาดเจ็บ ปีละกว่า 100,000 ราย กว่า 12,000 รายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และกว่า 400 รายเสียชีวิต! เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะป้องกันให้เด็กๆ ปลอดภัยจากการโดยสารรถมอเตอร์ไซด์ได้อย่างไร

 

 

การใส่หมวกกันน็อคเป็นการป้องกันที่ดีวิธีหนึ่ง แต่หากจะปลอดภัยจริงๆ นั้น เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรโดยสารรถมอเตอร์ไซด์ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนหนูน้อยวัยมากกว่า 2 ปี หากเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงค่ะ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ควรสวมหมวกกันน็อคทุกครั้ง คุณพ่อคุณแม่ที่รู้ว่าเจ้าตัวน้อยของตนต้องเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ควรจะลงทุนเลือกหมวกันน็อคที่มีคุณภาพไว้ให้เจ้าตัวเล็ก ซึ่งการหลักการเลือกหมวกกันน็อคที่ดี จะต้องเลือกให้พอดีกับขนาดศรีษะของลูก ไม่ควรซื้อเผื่อโต เพราะอาจเป็นอันตรายต่อศรีษะและกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอของลูกได้ คุณควรพาลูกไปซื้อและลองหมวกกันน็อคด้วยกัน วิธีการลองคือ เมื่อสวมหมวกดีแล้ว ให้ลูกเหลือบตามองด้านบน ว่าเห็นขอบหมวกด้านหน้าหรือไม่ ถ้าไม่เห็นแสดงว่าหมวกลอยสูงเกินไป ต้องปรับสายรัดให้พอดี รวมทั้งถ้าก้มๆ เงยๆ แล้วหมวกหลุดก็ต้องปรับสายคาดใหม่ ถ้าปรับเท่าไรไม่พอดี ควรลองใบที่เล็กลง

 

 

ปัจจุบันหมวกกันน็อคมีหลายขนาดคือ

 

 ขนาดเล็กสุด เส้นรอบวง 500 มิลลิเมตร

 

 ขนาดกลาง เด็กอายุ 2-5 ปี เส้นรอบวง 530-550 มิลลิเมตร

 

 ขนาดใหญ่ เด็กอายุ 6-12 ปี เส้นรอบวง 570-580 มิลลิเมตร

 

 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรคำนึงถึงในการเลือกหมวกกันน็อค คือ

 

 มีความแข็งแรงเคาะแล้วจะรู้สึกว่าไม่ใช่เป็นเพียงพลาสติกบางๆ เปลือกในมักเป็นโฟม แต่ต้องมีความแข็งและหนาเพียงพอที่จะดูดซับแรงกระแทกหากลองเอานิ้วกดูแล้วอ่อนนิ่มยุบง่ายตามแรงกด หมวกนั้นมักจะไม่ได้มาตราฐาน

 

 สายรัดคาง ต้องแข็งแรง สายต้องยึดติดหมวกอย่างแน่นหนา ไม่หลุดง่ายเวลาออกแรงกระชาก หัวล็อคต้องแข็งแรง ใส่ง่ายถอดง่าย ล็อคแล้วลองกระชากดูว่าจะหลุดง่ายหรือไม่

 

 ควรมีเครื่องหมายมาตราฐานอุตสาหกรรม(มอก.) และที่เครื่องหมายจะมีชื่อบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายอยู่ด้วยถ้ามาตราฐานปลอมมักมีแต่เครื่องหมายอย่างเดียว

 

 

 

Does My Kid Ready to Stay Home Alone ลูกพร้อมไหม ถ้าต้องอยู่บ้านคนเดียว?

 

ในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนค่ะ แต่คุณก็ควรให้ลูกอายุมากกว่า 10 ปีเสียก่อน ที่จะปล่อยให้หนูน้อยอยู่บ้านเพียงลำพัง เพราะหากต่ำกว่านั้น เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เด็กๆ อาจตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์อย่างไร คุณอาจลองถามคำถามเหล่านี้กับลูก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเจ้าตัวเล็ก เช่น ลูกจะทำอย่างไรหากไฟไหม้ ลูกจำเบอร์โทรศัพท์มือถือของพ่อแม่ได้หรือไม่ ถ้ามีคนมากดกริ่งประตูหน้าบ้านลูกจะเปิดหรือไม่ ฯลฯ คำถามเหล่านี้ จะเปิดโอกาสให้คุณได้รู้ว่าลูกน้อยของคุณพร้อมที่จะดูแลตัวเองได้มากแค่ไหน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้คุณได้สอนทักษะที่จำเป็นให้กับลูกไปพลางๆ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะถึงวัยที่ต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นค่ะ

 

 

Does My Kid Ready to Take a Bus ลูกพร้อมจะขึ้นรถเมล์คนเดียวหรือยัง?

 

คำถามนี้ คงได้คำตอบเช่นเดียวกับการปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียวค่ะ ความพร้อมของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่โดยทั่วไปก็ควรรอให้ลูกอายุเกิน 10 ปีเสียก่อนจึงอนุญาตให้เขาเดินทางคนเดียว และถ้าเลือกได้ การให้ลูกเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่ว่าจะบนดิน หรือใต้ดิน ก็น่าจะปลอดภัยกว่าการโดยสารรถเมล์ ระหว่างนี้ คุณอาจพาลูกไปขึ้นรถเมล์ และรถไฟฟ้าไปพลางๆ พร้อมกับสอนสิ่งที่ลูกควรรู้เพื่อความปลอดภัย อันได้แก่

 

 

 รถเมล์ สอนลูกให้รอรถบริเวณป้าย ไม่ลงไปยืนริมถนน รอให้รถเมล์จอดสนิทแล้วค่อยขึ้น หากว่าคนแน่นมาก จนต้องยืนโหนบริเวณประตู ควรรอคันถัดไปดีกว่า เมื่อขึ้นไปอยู่บนรถเมล์แล้วต้องไม่ยื่นศรีษะ แขน มือ ออกมานอกตัวรถ รวมทั้งระวังคนแปลกหน้าที่มาอยู่ใกล้ๆ สอนลูกว่าไม่ควรหลับขณะนั่งบนรถเมล์ เพราะไม่เพียงจะทำให้เลยป้ายที่จะต้องลง แต่ยังเสี่ยงต่อการที่คนร้ายจะทำอันตรายเราได้ง่ายด้วย เมื่อจะลงรถ ควรรอให้รถจอดให้สนิท มองซ้ายขวา ก่อนจะก้าวลงอย่างระมัดระวัง และไม่ควรคุยมือถือขณะลงรถด้วย

 

 

 รถไฟฟ้า ขณะยืนรอบอกลูกให้ยืนหลังเส้นสีเหลืองเสมอ ไม่วิ่งบนสถานีรถไฟฟ้า ไม่วิ่งขึ้นหรือลงบันไดเลื่อน และเมื่อได้ยินเสียง ปี๊ปๆ ก็ไม่ควรวิ่งเข้าไปในขบวนรถเพราะว่าประตูกำลังจะปิด ขณะอยู่ในรถหากไม่ได้นั่ง ก็ควรเกาะราวจับไว้เสมอ ไม่ยืนพิงประตู และระวังคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วย

(Some images used under license from Shutterstock.com.)



สักคิ้ว 3 มิติ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ