Haijai.com

รู้ทันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

รู้ทันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก


 
เปิดอ่าน 4603

รู้ทันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก

 

 

น้องลูกพีชมีผื่นที่แก้ม เป็นๆ หายๆ ตั้งแต่อายุ 3 เดือน ตอนนี้กำลังจะ1 ขวบแล้ว มีผื่นคันลามไปด้านนอกของแขนขาและลำตัว คุณแม่พาน้องลูกพีชไปพบคุณหมอ และคุณหมอวินิจฉัยว่า เป็นอาการของโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง คุณแม่กลุ้มใจ ไม่แน่ใจลูกแพ้อาหารหรือไรฝุ่นด้วยมั้ย

 

 

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นๆ หายๆ พบได้บ่อยในเด็ก ลักษณะอาการสำคัญของโรคคือ ผิวหนังแห้ง มีผื่นเป็นๆ หายๆ และมีอาการคันร่วมด้วย ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่อาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ทั้งทางพันธุกรรมและทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดผื่นขึ้นมาได้

 

 

สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดผื่น

 

 สิ่งแวดล้อมที่มีสารระคายเคืองต่างๆ เช่น คลอรีนในสระว่ายน้ำ ชุดเสื้อหนาวของลูกที่ทำจากผ้าขนสัตว์ ตุ๊กตาที่อยู่รอบๆ เตียงลูก อากาศร้อนที่ทำให้เหงื่อออกและให้ผื่นเยอะขึ้น อากาศเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ ผิวแห้งก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้นให้ผื่นเยอะขึ้นได้ด้วย

 

 

 อาหาร เกือบร้อยละ 20 ของเด็กที่เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง พบว่ามีการแพ้อาหารร่วมอยู่ด้วย อาหารที่มักก่อให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ นมวัว ไข่ แป้งสาลีและถั่ว เมื่องดอาหารที่แพ้แล้ว อาการจะดีขึ้น

 

 

 สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น หรือเชื้อราต่างๆ ซึ่งเมื่อกำจัดสิ่งที่แพ้ออกไป อาการก็จะดีขึ้นเช่นกัน

 

 

การวินิจฉัยโรค

 

สามารถดูได้จากประวัติที่มีผื่นเป็นๆ หายๆ และมีอาการคัน โดยอาจมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว และอาจมีอาการอื่นๆ ที่พบร่วมกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้ เช่น กลากน้ำนม ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณมือ เท้า (Hand and Foot Dermatitis) ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณรอบๆ ริมฝีปาก ตาอักเสบ รอยคล้ำใต้ตา หรือขนคุด การเกาเนื่องจากผื่นที่คันสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่าย ในกรณีที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น อาจต้องรับการตรวจเพิ่มเติมพิเศษทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม เพื่อหาปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้โรคกำเริบได้

 

 

โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมีการดำเนินโรคที่ยาวนาน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจของคุณพ่อคุณแม่ถึงลักษณะของโรค การดำเนินของโรค และสิ่งที่จะกระตุ้นให้โรครุนแรงขึ้น เพื่อช่วยควบคุมและป้องกันการดำเนินเนินของโรค ส่วนการดูแลรักษาและป้องกันนั้น สามารถทำได้โดยให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนังของลูก หลีกเลี่ยงสารที่ก่อความระคายเคืองกับผิว และทายาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการคัน

 

 

ยาทาสเตียรอยด์ (Topical corticosteroid) แม้จะเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แต่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงของยาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กๆ ที่มีผื่นบริเวณหน้าและข้อพับ ซึ่งเป็นบริเวณที่ยาถูกดูดซึมได้มาก ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นประจำ ไม่ว่าจะทั้งชนิดฉีดหรือชนิดรับประทาน เพราะอาจมีผลข้างเคียงของยา เช่น ผลข้างเคียงทางตา กดการทำงานของต่อมหมวกไต หรือการเจริญเติบโตช้าในเด็ก

 

 

ยาอีกกลุ่มที่เลือกใช้ถัดมาเพื่อลดการใช้ยาสเตียรอยด์ คือยาทาในกลุ่ม Topical immunomodulators เช่น Tacrolimus และ Pimecrolimus ซึ่งช่วยให้โรคสงบนานขึ้น และป้องกันการกำเริบของโรค แต่ตัวยามีราคาค่อนข้างแพง ส่วนยาปฏิชีวนะจะใช้ในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน เช่น มีตุ่มหนอง หรือน้ำเหลือง และใช้ยาแก้แพ้ในกลุ่มแอนติฮีสตามีนชนิดรับประทานเพื่อช่วยบรรเทาอาการคัน นอกจากนี้การฉายแสงอาทิตย์เทียม (Phototherapy) ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเพื่อลดการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะเวลานานๆ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการเกิดมะเร็งผิวหนังได้

 

 

โดยทั่วไปโรคจะมีอาการเป็นๆ หายๆ และอาการจะดีขึ้นหลังอายุ 10 ปี ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่โรงพยาบาลนะคะ

 

 

แพทย์หญิง​ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ

(Some images used under license from Shutterstock.com.)

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : รู้ทันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังในเด็ก